ทุกวันนี้การทำเสื้อไม่ได้มีแค่การผลิตจำนวนมากเพื่อแจกในองค์กรหรือกิจกรรมเท่านั้น แต่หลายคนต้องการทำเสื้อเพียงไม่กี่ตัว ทดลองลายก่อนขายจริง หรือทำสินค้าแบบ Limited ซึ่งงานลักษณะนี้ต้องการเทคนิคที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
หนึ่งในตัวเลือกที่เหมาะกับโจทย์ดังกล่าวคือ
DFT หรือ Direct to Film เทคนิคพิมพ์ลายลงบนฟิล์มก่อนนำไปรีดด้วยความร้อนบนตัวเสื้อ
ข้อดีของวิธีนี้คือสามารถรองรับลายหลายสีได้โดยไม่ต้องทำบล็อกแยกเหมือน Silk Screen ทำให้เหมาะกับงานกราฟิกสมัยใหม่ที่มีสี Gradient, Illustration หรือรายละเอียดเล็ก ๆ จำนวนมาก
เริ่มจำนวนน้อยได้ เหมาะกับการทดลองสินค้าจุดหนึ่งที่ทำให้ DFT เหมาะกับแบรนด์ใหม่คือสามารถเริ่มผลิตในจำนวนไม่มากได้
ตัวอย่างเช่น หากมีลายใหม่ 3 แบบและยังไม่รู้ว่าลายไหนขายดีที่สุด การผลิตทีละไม่กี่ตัวช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสต็อกได้มากกว่าการผลิตล็อตใหญ่ตั้งแต่ครั้งแรก
นอกจากนี้ยังเหมาะกับงานเฉพาะบุคคล เช่น เสื้อวันเกิด เสื้อทีมเล็ก เสื้อกลุ่มเพื่อน หรือเสื้อที่ต้องการใส่ชื่อและข้อความเฉพาะแต่ละตัว
ลายหลายสีไม่จำเป็นต้องทำบล็อกเพิ่มถ้าลายประกอบด้วยหลายสี การใช้ DFT จะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องจำนวนสี เพราะภาพถูกพิมพ์ออกมาในรูปแบบ Full Color
จึงเหมาะกับงานประเภท
- ภาพ Illustration
- ลายการ์ตูน
- โลโก้หลายสี
- Artwork สำหรับเสื้อแฟชั่น
- ลายข้อความที่มี Effect
- ภาพกราฟิกที่มี Gradient
สำหรับงานเหล่านี้ หากใช้เทคนิคที่ต้องแยกสี อาจมีขั้นตอนและต้นทุนเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของแบบ
ใช้กับผ้าได้หลากหลายกว่าเดิมอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ DFT ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเสื้อ Cotton
สามารถนำไปใช้กับผ้าได้หลายประเภท เช่น Cotton, Polyester และผ้าสำหรับเสื้อกีฬา ทำให้เหมาะกับทั้งงานแฟชั่น เสื้อทีม เสื้อพนักงาน และเสื้อสำหรับกิจกรรม
โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้เสื้อ Polyester การเลือกเทคนิคให้เหมาะกับชนิดผ้าตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังผลิต
เสื้อสีเข้มก็ทำลายสีสดได้DFT มีการใช้หมึกขาวเป็นพื้นรอง ทำให้สามารถพิมพ์งานบนเสื้อสีเข้มได้ดี
เช่น เสื้อสีดำ กรมท่า เขียวเข้ม หรือแดงเข้ม ก็ยังสามารถใช้ลายที่มีสีขาว เหลือง ฟ้า หรือสีสดอื่น ๆ ได้โดยที่ลายไม่จมหายไปกับสีของเสื้อ
ตรงนี้จึงเป็นข้อดีสำหรับแบรนด์ Streetwear หรือเสื้อแฟชั่นที่นิยมใช้เสื้อพื้นสีเข้ม
เลือกขนาดลายให้สัมพันธ์กับตำแหน่งขนาดของลายมีผลทั้งต่อหน้าตาของเสื้อและราคา ดังนั้นก่อนผลิตควรกำหนดตำแหน่งให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น
- ลายเล็ก เหมาะกับอกซ้าย โลโก้ หรือสัญลักษณ์
- ลายกลาง เหมาะกับกลางอกหรือด้านหลังส่วนบน
- ลายใหญ่ เหมาะกับงาน Graphic Tee หรือ Artwork เต็มหลัง
บางครั้งการใช้ลายใหญ่เกินไปไม่ได้ทำให้เสื้อดูดีขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะหากองค์ประกอบของ Artwork ถูกออกแบบมาให้มีพื้นที่ว่าง
ควรดูทั้งสัดส่วนตัวเสื้อและขนาดลายร่วมกัน
DFT เหมาะกับเสื้อทรงไหน?ปัจจุบันสามารถนำ DFT ไปใช้กับทรงเสื้อได้หลากหลาย ตั้งแต่เสื้อ Standard ไปจนถึง Oversize, Baby Tee หรือ Crop Oversize
ถ้าเป็นเสื้อทีมและเสื้อบริษัท ทรง Standard มักเหมาะกับการใช้งานทั่วไป
แต่หากทำสินค้าแฟชั่น การเลือกทรง Oversize หรือทรงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายสามารถช่วยเพิ่ม Character ของแบรนด์ได้มากขึ้น
ราคาไม่ได้ดูจากจำนวนอย่างเดียวหลายคนมักถามว่า "สกรีน DFT ตัวละเท่าไหร่" แต่จริง ๆ แล้วต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนจึงจะประเมินได้ตรง
ปัจจัยหลักได้แก่
- จำนวนเสื้อ
- ประเภทและทรงเสื้อ
- ขนาดของลาย
- จำนวนตำแหน่งที่พิมพ์
- พิมพ์ด้านหน้าหรือด้านหลัง
- ความพร้อมของไฟล์ Artwork
ตัวอย่างเช่น เสื้อ 10 ตัว ลายโลโก้เล็กบริเวณอก ย่อมมีต้นทุนต่างจากเสื้อจำนวนเท่ากันแต่ใช้ลาย A3 เต็มหลัง
ดังนั้นการแจ้งรายละเอียดให้ครบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ประเมินราคาได้แม่นยำกว่า
ก่อนส่งผลิตควรเช็กอะไรบ้าง?แนะนำให้ตรวจอย่างน้อย 4 เรื่อง คือ
[list=1]
- จำนวนและไซซ์เสื้อ
- สีและทรงของเสื้อ
- ขนาดและตำแหน่ง Artwork
- Mockup ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนผลิตจริง
หากไฟล์มีพื้นหลังหรือความละเอียดต่ำ ก็ควรจัดการไฟล์ให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้งานพิมพ์ออกมาใกล้เคียงกับแบบมากที่สุด
สรุปแล้ว DFT เหมาะกับใคร?DFT เหมาะกับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการทำเสื้อ ไม่ว่าจะเป็นงานจำนวนน้อย ลายหลายสี เสื้อ Custom เสื้อทีม หรือแบรนด์ที่ต้องการทดลองตลาดก่อนผลิตล็อตใหญ่
จุดแข็งไม่ได้อยู่แค่การพิมพ์ Full Color แต่ยังรวมถึงการรองรับผ้าหลายประเภทและสามารถนำไปประยุกต์กับเสื้อได้หลายสไตล์
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นงานจำนวนมากและลายใช้สีไม่เยอะ Silk Screen ก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบเรื่องต้นทุน
ใครกำลังตัดสินใจว่าจะใช้ DFT กับงานของตัวเองหรือไม่ สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับขนาดลาย ตัวเลือกเสื้อ และราคาเพิ่มเติมได้ที่
บริการสกรีนเสื้อ DFT จาก Screencity